วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ความจริงที่โลกต้องรับรู้... "พระพุทธเจ้าเป็นคนไทย"




พระพุทธเจ้าเป็นคนไทย 
       (คำยืนยันของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)         

          เรื่องมีอยู่ว่า สมัยที่ผู้เล่าอยู่กับท่านพระอาจารย์ที่บ้านหนองผือ มีชาวกรุงเทพมหานครไปกราบนมัสการ ถวายทานฟังเทศน์ และได้นำกระดาษห่อธูปมีเครื่องหมายการค้า รูปตราพระพุทธเจ้า (บัดนี้รูปตรานั้นไม่ปรากฏ) ตกหล่นที่บันไดกุฏิท่าน พอได้เวลาผู้เล่าขึ้นไปทำข้อวัตร ปฏิบัติท่านตามปกติ พบเข้าเลยเก็บขึ้นไป พอท่านฯเหลือบมาเห็น ถามว่า 
          “ นั่นอะไร ” 
          “รูปพระพุทธเจ้าขอรับกระผม ” 
          ท่านกล่าว 
          “ ดูสิคนเรานับถือพระพุทธเจ้า แต่เอาพระพุทธเจ้าไปขายกิน ไม่กลัวนรกนะ” 
          แล้วท่านก็ยื่นให้ผู้เล่า บอกว่า “ ให้บรรจุเสีย ” 
          ผู้เล่าเอามาพิจารณาอยู่ เพราะไม่เข้าใจคำว่า บรรจุ จับพิจารณาดูพระพักตร์เหมือนแขกอินเดีย ผู้เล่าอยู่กับท่านองค์เดียว ท่านวันยังไม่ขึ้นมา 
          ท่านพูดซ้ำอีกว่า “ บรรจุเสีย” 
          “ ทำอย่างไรขอรับกระผม ” 
          “ ไหนเอามาซิ ” 
          ยื่นถวายท่าน ท่านจับไม้ขีดไฟมาทำการเผาเสีย และพูดต่อว่า “ หนังสือธรรมะสวดมนต์ที่ตกหล่นขาดวิ่นใช้ไม่ได้แล้ว ก็ให้รีบบรรจุเสีย กลัวคนไปเหยียบย่ำจะเป็นบาป” 
          ผู้เล่าเลยพูดไปว่า “ พระพุทธเจ้าเป็นแขกอินเดียนะกระผม ” 
          ท่านฯตอบ “ หือคนไม่มีตาเขียน เอาพระพุทธเจ้าไปเป็นแขกหัวโตได้ ” 
          ท่านฯกล่าวต่อไปว่า “ อันนี้ได้พิจารณาแล้วว่า พระพุทธเจ้าเป็นคนไทย พระอนุพุทธสาวกในยุคพุทธกาล ตลอดจนถึงยุคปัจจุบัน ล้วนแต่ไทยทั้งนั้น ชนชาติอื่น แม้แต่สรณคมน์และศีล ๕ เขาก็ไม่รู้ จะเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไรดูไกลความจริงเอามากๆ เราได้เล่าให้เธอฟังแล้วว่า ชนชาติไทย คือ ชาวมคธ รวมรัฐต่างๆ มีรัฐสักกะ เป็นต้น หนีการล้างเผ่าพันธุ์มาในยุคนั้นและชาวพม่า คือ รัฐโกศลเป็นรัฐใหญ่ รวมทั้งรัฐเล็กๆ จะเป็นวัชชี มัลละ เจติ เป็นต้น ก็ทะลักหนีตาย จากผู้ยิ่งใหญ่ด้วยโมหะ อวิชชา มาผสมผสานเป็นมอญ (มัลละ) เป็นชนชาติต่างๆ ในพม่า ในปัจจุบัน  ส่วนรัฐสักกะนั้นใกล้กับรัฐมคธ ก็รวมกันอพยพมาสุวรรณภูมิ ตามสายญาติที่เดินทางมาแสวงโชคล่วงหน้าก่อนแล้ว”
           ผู้เล่าเลยพูดขึ้นว่า “ปัจจุบัน พอจะแยกชนชาติในไทยได้ไหม ขอรับกระผม” 
           “ไม่รู้สิ อาจเป็นชาวเชียงใหม่ ชาวเชียงตุงในพม่าก็ได้” 

           ขณะนั้นท่านวันขึ้นไปพอดี ตอนท้านก่อนจบท่านเลยสรุปว่า “ อันนี้ (หมายถึงตัวท่าน) ได้พิจารณาแล้ว ทั้งรู้ทั้งเห็นโดยไม่มีข้อสงสัยใดๆทั้งสิ้น” 
           ผู้เล่าพูดอีกว่า “แขกอินเดียทุกวันนี้คือพวกไหน ขอรับกระผม” 
           ท่านบอก “พวกอิสลามที่มาไล่ฆ่าเรานะซิ” 
           “ถ้าเช่นนั้นศาสนาพราหมณ์ ฮินดู เจ้าแม่กาลี การลอยบาปแม่น้ำคงคา ทำไมจึงยังมีอยู่ รวมทั้งภาษาสันสกฤตด้วย” 
           “ อันนั้นเป็นของเก่า เขาเห็นว่าดี บางพวกก็ยอมรับเอาไปสืบต่อๆกันมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนพวกเรา พระพุทธเจ้าสอนให้ละทิ้งหมดแล้ว เราหนีมาอยู่ทางนี้ พระพุทธเจ้าสอนอย่างไรก็ทำตาม ” 
ท่านยังพูดคำแรงๆว่า “ คุณตาบอด ตาจาวหรือ เมืองเราวัดวา ศาสนา พระสงฆ์ สามเณร เต็มบ้านเต็มเมืองไม่เห็นหรือ ” (ตาบอดตาจาวเป็นคำที่ท่านจะกล่าวเฉพาะกับผู้เล่า) 
           “ แขกอินเดียเขามีเหมือนเมืองไทยไหม ไม่มี มีแต่จะทำลาย โชคดีที่อังกฤษมาปกครอง เขาออกกฏหมายห้ามทำลายโบราณวัตถุ โบราณสถาน แต่ก็เหลือน้อยเต็มที ไม่มีร่องรอยให้เราเห็น อย่าว่าแต่พระพุทธเจ้าเลย ตัวเธอเองนั้นแหละถ้าได้ไปเห็นสภาพความเป็นอยู่ของชาวอินเดีย จ้างเธอก็ไม่ไปเกิด ” 
          “ ของเหล่านี้นั้น ต้องไปตามวาสตามวงศ์ตระกูล อย่างเช่น วงศ์พระพุทธศาสนาของเรานั้น เป็นอริยวาส อริยวงศ์ อริยตระกูล เป็นวงศ์ที่พระพุทธเจ้าจะมาอุบัติ คุณแปลธรรมบทมาแล้ว คำว่า ปุคฺคลฺโล ปุริสาธญฺโญ ลองแปลดูซิว่า พระพุทธเจ้า จะเกิดในมัชฌิมประเทศ หรืออะไรที่ไหนก็แล้วแต่ จะเป็นที่อินเดีย หรือที่ไหนก็ตาม ทุกแห่งตกอยู่ ในห้วงแห่งสังสารวัฏฏ์ ถึงวันนั้นพวกเราอาจจะไปอยู่อินเดียก็ได้”            “ พระพุทธเจ้าทรงวางพระพุทธศาสนาไว้ จะเป็นระหว่างพุทธันดรก็ดี สุญญกัปป์ก็ดี ที่ไม่มีพระพุทธศาสนา แต่ชนชาติที่ได้เป็นอริยวาส อริยวงศ์ อริยประเพณี อริยนิสัย ก็ยังสืบต่อไปอยู่ ถึงจะขาด ก็คงขาดแต่ผู้สำเร็จมรรคผลเท่านั้น เพราะว่างจาก บรมครู ต้องรอบรมครูมาตรัสรู้ จึงว่ากันใหม่ ” 
ผู้เล่าได้ฟังมาด้วยประการละฉะนี้แล ฯ 


คัดลอกจาก หนังสือ "รำลึกวันวาน" โดยกองทุนแสงตะวัน วัดปทุมวนาราม หมวดรำลึกพระธรรมเทศนา หน้าที่ ๒๒๗ (เป็นหนังสือรวบรวมเกร็ดประวัติ ปกิณกธรรม และพระธรรมเทศนา แห่งองค์หลวงปู่มั่น จากบันทึกความทรงจำของหลวงตาทองคำ จารุวณโณ ในสมัยที่ได้อยู่อุปัฏฐากหลวงปู่มั่น เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๗-๒๔๙๒)


วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

พระพุทธเจ้า [เพลงประกอบละครซีรีส์ พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก]

มุนี ธรรมบาล




มุนี  ธรรมบาล
                          


                                               มุ - มานะมาดมั่น                 ข้ามพ้น  สงสาร

                                               นี - รนาถอภิบาล                 ชีพข้า

                                              ธรรม - คอยส่องสว่าง          ทุกก้าว  ดำเนิน

                                               บาล - ผดุงพระศาสน์ให้      อยู่ถ้วน  พุทธันดรฯ


                                                ************************************** 


หมายเหตุ : มุนี ธรรมบาล  เป็นนามฉายาของข้าพเจ้า นายประพันธ์  ชานนท์  นามฉายาดังกล่าวผุดปรากฏขึ้นเมื่อวันเพ็ญวิสาขะบูชา พ.ศ. ๒๕๕๖ พร้อมภาระหน้าที่ในการผดุงรักษาพระพุทธธรรมแท้จริงจากพระโอษฐ์ ให้ดำรงอยู่ ตราบกาลนานถ้วนพุทธันดร...



   



                     

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558

พระมหากรุณาธิคุณ...จากพระหฤทัยศาสดา




พระมหากรุณาธิคุณจากพระหฤทัยศาสดา
 
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ พวกเธอจงเงี่ยโสตสดับ เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว เราจะสั่งสอน จะแสดงธรรม พวกเธอปฏิบัติอยู่ตามที่เราสั่งสอนแล้ว ไม่ช้าสักเท่าไร จักทำให้แจ้งซึ่งคุณอันยอดเยี่ยม อันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์…”

ปฐมเทศนา วิ.  มหา.  [๑๒]

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2558

พระมหากรุณาธิคุณ...เพื่อเวไนย์



ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เชิญมารับฟังด้วยกันเถิด...ถึงความห่วงใยจาก...พระหฤทัยบริสุทธิ์แห่งองค์ศาสดา!!!

ว่าด้วยสัทธรรมแท้ และ สัทธรรมปฏิรูป


พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า...

                ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ตะโพนชื่ออานกะของพวกกษัตริย์ผู้มีพระนามว่า ทสารหะได้มีแล้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได้ตอกลิ่มอื่นลงไป สมัยต่อมา โครงเก่าของตะโพนชื่ออานกะก็หายไป ยังเหลือแต่โครงลิ่ม แม้ฉันใด  

                ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ จักไม่ปรารถนาฟัง จักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ควรศึกษา

                แต่ว่าเมื่อเขากล่าวพระสูตรอันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิตอยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา

                ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระสูตรเหล่านั้น ที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม จักอันตรธาน ฉันนั้นเหมือนกัน

                เพราะเหตุดังนี้นั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรมอยู่ พวกเราจักฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้นว่า ควรเรียน ควรศึกษา ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ

 

                                                                                                                                อาณิสูตร  สํ.  นิ. [๖๗๒-๖๗๓]

พระพุทธเจ้า...บรมครูแห่งสามแดนโลกธาตุ



นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสารถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ

การกลับมา...เพื่อทำหน้าที่ให้สมบูรณ์

นานมากแล้ว...ที่ห่างหายจากเวทีแห่งนี้
ผ่านเวลาเป็นขวบปี...ที่จากไป
แต่แล้วในที่สุด...เราต้องกลับมา

กลับมาทำหน้าที่...กลับมาสร้างความสำเร็จ
หากไม่กลับมา...งานที่มุ่งหวังตั้งใจจะทำ...ก็คงไม่สมบูรณ์
งานที่คั่งค้าง...พระศาสดาตรัสชี้โทษว่า...ไม่เป็นมงคล
ส่วนงานที่ไม่คั่งค้าง...ทรงสรรเสริญว่า...เป็นอุดมมงคล

"อนากุลา จ กัมมันตา เอตัมมังคละมุตตะมัง"

เราปรารถนาให้ชีวิตนี้...เต็มเปี่ยมด้วยมงคลเลิศ
และมั่นใจในบุญที่ตนขวนขวายมาอยู่ว่า...จะเป็นไปตามปรารถนาได้ไม่ยากนัก
อาจมีอุปสรรคขัดขวางทางมิใช่น้อย...แต่นั่นพระบรมศาสดาสอนให้ผ่านมันไปด้วยสติปัญญา

สติปัญญาอันน้อยนิด...ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้
เราก็หวังอยู่ว่า...จักเพิ่มพูนยิ่งๆ ขึ้น
โดยคำชี้แนะ...จากปราชญ์บัณฑิตเจ้าทั้งหลายด้วย
โดยการศึกษาพิจารณาโลกและชีวิต...แห่งตนด้วย

เจตนาของเราต่อจากนี้ไป...คือ...การทำหน้าที่พุทธสาวกให้ดีที่สุด...เท่าที่จะสามารถทำได้
ภาระของเราต่อจากนี้...จักเป็นการผดุงพุทธธรรมคำสอน...ด้วยการปฏิบัติตนและเผยแพร่ "พุทธวจนะ"

นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ...อุดมโลก อุดมธรรมฯ